ความต่างของกระบวนการบัญชีที่ทำให้สะดุดเมื่อทำธุรกิจกับบริษัทไทย — 5 ปัญหาที่พบบ่อยที่สุด
เมื่อทำธุรกิจกับบริษัทไทย ความต่างของแนวปฏิบัติเรื่องหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใบกำกับภาษี และการวางบิล มักทำให้งานบัญชีสะดุดแทบทุกเดือน บทความนี้สรุป 5 ปัญหาที่บริษัทในไทยมักเจอในธุรกรรม B2B พร้อมแนวทางหลีกเลี่ยงจากมุมมองหน้างานจริง
เกริ่นนำ — ทำไม "ความต่างของแต่ละคู่ค้า" ถึงทำให้งานบัญชีหยุดชะงัก
เมื่อดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย เรามักเจอสถานการณ์ที่งานบัญชีเดินไม่ราบรื่นในการติดต่อประจำวันกับบริษัทไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ขาย ผู้รับเหมา หรือลูกค้า สาเหตุส่วนใหญ่อยู่ที่ "กระบวนการบัญชีของคู่ค้าต่างจากของเรา"
ความจริงก็คือ ธุรกรรม B2B ในไทยมีทั้งประเภทเอกสาร วิธีจัดการการหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมถึงรอบการวางบิลและการจ่ายเงินที่ต่างกันอย่างมากในแต่ละบริษัท สมมติฐานแบบที่ "วันปิดบัญชี วันจ่ายเงินเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม" ใช้ไม่ได้ผล หากไม่ปรับให้เข้ากับแนวปฏิบัติของคู่ค้าแต่ละราย ปัญหาอย่างเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ได้ เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ หรือยอดเงินเข้าไม่ตรง ก็จะเกิดขึ้นแทบทุกเดือน
บทความนี้สรุป 5 ปัญหาที่พบบ่อยที่สุด ที่เราเจอซ้ำ ๆ ในหน้างาน พร้อมแนวทางหลีกเลี่ยง
ปัญหาที่ 1: การหักภาษี ณ ที่จ่าย (WHT) กับการส่งมอบหนังสือรับรองที่ไม่สอดคล้องกัน
ในประเทศไทย ฝ่ายที่จ่ายค่าตอบแทน เช่น ค่าบริการ จะต้องหัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ไว้แล้วนำส่ง อัตราภาษีจะต่างกันตามประเภทธุรกรรม ตัวอย่างหลัก ๆ มีดังนี้
- ค่าบริการ / ค่าจ้างทำของ: 3%
- ค่าเช่า: 5%
- ค่าโฆษณา: 2%
- ค่าขนส่ง: 1%
ฝ่ายที่จ่ายมีหน้าที่หักภาษีไว้แล้วออก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (หรือที่เรียกกันว่า 50 ทวิ) ให้กับคู่ค้า
ปัญหาที่พบบ่อยมี 3 อย่างต่อไปนี้
- คู่ค้าออกหนังสือรับรองให้ไม่ทันกำหนด / หรือไม่ออกให้เลย → เครดิตภาษีและหลักฐานของบริษัทเราไม่ครบ
- เข้าใจไม่ตรงกันกับคู่ค้าตั้งแต่แรกว่าเข้าข่ายต้องหัก WHT หรือไม่ และอัตราเท่าไร
- ผู้ขายตั้งสมมติฐานว่าจะได้รับเต็มจำนวน (ยอดก่อนหัก) แต่เราหักก่อนจ่าย → เกิดข้อโต้แย้งเรื่องยอดเงินที่จ่าย
แนวทางหลีกเลี่ยง: ระบุ "อัตรา WHT และว่าจะหักหรือไม่" ให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ขั้นใบเสนอราคาหรือ PO (ใบสั่งซื้อ) เมื่อเริ่มทำธุรกรรม และเมื่อถึงตอนจ่ายเงิน ให้รวมการรับ-ส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเข้าไว้ในขั้นตอนการจ่ายเงิน พร้อมบริหารด้วยเช็กลิสต์การจัดเก็บ
ปัญหาที่ 2: จังหวะการออกใบกำกับภาษีและข้อกำหนดในการระบุรายละเอียด
การจะเครดิตภาษีซื้อ (VAT 7%) ได้นั้น ต้องมี ใบกำกับภาษีฉบับจริง ที่ครบถ้วนตามข้อกำหนด แบบเต็มรูปต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของทั้งคู่ค้าและบริษัทเรา การแยกสำนักงานใหญ่ / สาขา (สำนักงานใหญ่ / สาขา พร้อมรหัสสาขา) ที่อยู่ เลขที่เรียงลำดับ และวันที่
จังหวะการออกก็ต่างกันในแต่ละคู่ค้า โดยหลักการสินค้าจะออกตอนส่งมอบ ส่วนบริการจะออกตอนรับชำระเงิน ซึ่งแล้วแต่แนวปฏิบัติของคู่ค้า อาจทำให้เดือนที่บันทึก VAT ของเราคลาดเคลื่อนไปจากคู่ค้า
ปัญหาที่พบบ่อยมีดังนี้
- ระบุรายละเอียดไม่ครบหรือผิด (เลขประจำตัวผู้เสียภาษี รหัสสาขา ที่อยู่) ทำให้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้
- ได้รับเป็นสำเนาแทนที่จะเป็นต้นฉบับ จึงใช้เป็นหลักฐานในการเครดิตไม่ได้
- เดือนที่คู่ค้าออกกับเดือนที่เราบันทึกไม่ตรงกัน ทำให้ยื่น VAT มีผลต่าง
แนวทางหลีกเลี่ยง: ตรวจสอบข้อกำหนดในการระบุรายละเอียดทันทีที่รับเอกสาร (โดยเฉพาะรหัสสาขาและเลขประจำตัวผู้เสียภาษี) จัดเก็บต้นฉบับให้แน่นอน และกระทบยอดกับทะเบียน VAT เป็นรายเดือน
ปัญหาที่ 3: แนวปฏิบัติเรื่องรอบการวางบิล / รับเช็ค ที่ต่างกันในแต่ละบริษัท
ในธุรกิจ B2B ของไทย ยังคงมีแนวปฏิบัติที่แพร่หลายในการทำ วางบิล และ รับเช็ค / จ่ายเช็ค ตามวันหรือวันที่ที่กำหนดไว้แน่นอน กล่าวคือแต่ละบริษัทมีปฏิทินของตัวเอง เช่น "วันวางบิลคือทุกวันที่ 25 ของเดือน และวันรับเช็คคือวันที่ 10 ของเดือนถัดไป"
หาก "การปิดบัญชี / การจ่ายเงิน" ที่บริษัทเราคาดไว้ไม่สอดคล้องกับตารางวางบิลของคู่ค้า ก็จะเกิดปัญหา เช่น
- พลาดวันวางบิลใบแจ้งหนี้ ทำให้เงินเข้าช้าไป 1 เดือน
- วันจ่ายเงินของแต่ละคู่ค้าไม่เหมือนกัน ทำให้คาดการณ์กระแสเงินสดไม่ได้
- ต้องส่งเอกสารใหม่หรือทำซ้ำบ่อยครั้ง
แนวทางหลีกเลี่ยง: ตรวจสอบและทำรายการรวมปฏิทินวันวางบิลและวันจ่ายเงินของคู่ค้าหลักแต่ละราย แล้วนำมาลงในตารางลูกหนี้-เจ้าหนี้ของบริษัทเรา อย่าให้อยู่แค่ในหัวของผู้รับผิดชอบ แต่ให้แชร์เป็นกฎกติกาที่ชัดเจน
ปัญหาที่ 4: ประเภทของเอกสารหลักฐานและการจัดการ "ฉบับจริง" ที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ในธุรกิจ B2B ของไทย จะมีเอกสารหลายชนิดส่งต่อกันไปตามขั้นตอนของธุรกรรม
- ใบเสนอราคา
- ใบสั่งซื้อ / PO
- ใบส่งของ / ใบกำกับภาษี (มีหลายแบบที่รวมทั้งสองอย่างไว้ในฉบับเดียว)
- ใบวางบิล
- ใบเสร็จรับเงิน
ปัญหาคือ เอกสารใดเป็นหลักฐานที่ถูกต้องตามหลักบัญชีและภาษี และการจัดการว่าเป็นต้นฉบับหรือสำเนา ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันในแต่ละคู่ค้า
- มีทั้งบริษัทที่ออกใบส่งของกับใบกำกับภาษีแยกกัน / บริษัทที่รวมเป็นฉบับเดียว ปะปนกัน
- ใบกำกับภาษีต้นฉบับที่จำเป็นต่อการเครดิตภาษีซื้อไม่มาถึงมือเรา
- ใบเสร็จรับเงินออกให้หลังรับชำระเงินเท่านั้น ทำให้หลักฐานรายเดือนไม่ครบ
แนวทางหลีกเลี่ยง: กำหนดมาตรฐาน "ชุดเอกสารที่ต้องได้รับจากคู่ค้าเสมอ" ภายในบริษัท และตั้งกฎการจัดการต้นฉบับ ทำให้ขั้นตอน รับ → จัดเก็บ → กระทบยอด อยู่ในรูปเช็กลิสต์
ปัญหาที่ 5: ความคลาดเคลื่อนของวิธีชำระเงินและการตัดยอดเงินเข้า (เช็ค / PromptPay / โอนเงิน)
การชำระเงินในไทยยังคงนิยมใช้ เช็ค อย่างเหนียวแน่น ควบคู่ไปกับการโอนเงินผ่านธนาคารและ PromptPay ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากมีการหัก WHT ดังที่กล่าวไปข้างต้น ยอดในใบแจ้งหนี้กับยอดเงินที่เข้าจริงจึงไม่ตรงกัน (ยอดเต็ม − ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = ยอดเงินเข้า)
ผลที่ตามมาคือ
- เมื่อตัดยอดเงินเข้า ยอดในใบแจ้งหนี้กับยอดเงินเข้าไม่ตรงกัน ต้องใช้เวลาสืบหาสาเหตุ
- จังหวะบันทึกบัญชีคลาดเคลื่อนเพราะการเรียกเก็บเช็คและวันครบกำหนด
- ใบนำฝาก (pay-in slip) หรือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ได้ส่งมาพร้อมกัน ทำให้ระบุไม่ได้ว่าเป็นเงินค่าอะไร
แนวทางหลีกเลี่ยง: ตั้งกฎให้รับ-ส่งหลักฐานการโอนเงินพร้อมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นชุดเดียวกันทุกครั้งที่จ่ายหรือรับเงิน ยึดหลักการตัดยอดด้วย "ยอดสุทธิหลังหักภาษี ณ ที่จ่าย" อย่างเคร่งครัด และหากใช้ระบบบัญชีออนไลน์ (เช่น PEAK) เชื่อมโยงใบแจ้งหนี้กับเงินเข้าเข้าด้วยกัน การกระทบยอดจะง่ายขึ้นมาก
สรุป — กำหนด "มาตรฐานของบริษัทเรา" แล้วปรับการดำเนินงานให้เข้ากับคู่ค้า
ในธุรกิจ B2B ของไทย เราไม่สามารถไปเปลี่ยนกระบวนการบัญชีของคู่ค้าได้ ด้วยเหตุนี้
- กำหนดกฎมาตรฐานของบริษัทเราก่อน (เอกสารที่จะรับ WHT VAT รอบการวางบิล/จ่ายเงิน)
- เข้าใจความต่างของคู่ค้าแต่ละราย (วันวางบิล รูปแบบเอกสาร วิธีชำระเงิน) ในรูปแบบรายการรวม
- กระทบยอดทุกเดือน (หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใบกำกับภาษี เงินเข้า) ด้วยเช็กลิสต์
หากทำ 3 ข้อนี้ให้เป็นระบบได้ ก็จะลดความสะดุดในแต่ละเดือนได้อย่างมาก จุดสำคัญคืออย่าพึ่งพา "การสังเกตเห็น" ที่ขึ้นกับตัวบุคคล แต่ให้แปลงออกมาเป็นกฎกติกาและเช็กลิสต์
การสนับสนุนจาก MIRAI BizLab
เราช่วยสนับสนุนการจัดระบบงานบัญชีรอบ ๆ ธุรกรรม B2B ของบริษัทในไทยจากมุมมองหน้างานจริง
- จัดระเบียบและออกแบบการดำเนินงานเรื่องกฎ WHT ใบกำกับภาษี และการวางบิล ของคู่ค้าแต่ละราย
- กำหนดมาตรฐานเอกสารที่รับเข้ามาและการจัดการต้นฉบับ พร้อมสร้างขั้นตอนการกระทบยอดรายเดือน
- ฝึกอบรมการดำเนินงานให้ทั้งพนักงานในไทยและสำนักงานใหญ่ในญี่ปุ่น
- ทำให้กระบวนการตั้งแต่ใบแจ้งหนี้จนถึงเงินเข้ามองเห็นได้ชัดด้วยการนำระบบบัญชีออนไลน์มาใช้
ปัญหาประจำเดือนอย่าง "เก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ครบสักที" หรือ "เงินเข้าไม่ตรงกับใบแจ้งหนี้" สามารถแก้ได้ด้วยระบบ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การสนับสนุนการนำระบบบัญชีมาใช้
เริ่มต้นจากการปรึกษาฟรี
หากเล่ารายละเอียดกระบวนการบัญชีในปัจจุบันให้เราฟัง เราจะบอกสาเหตุของจุดที่สะดุดและแนวทางในการจัดระเบียบอย่างเป็นรูปธรรม ปรึกษาเราได้ตามสบายผ่าน ติดต่อเรา

